audition

ชุดไทยประจำภาค ไม่มีใส่ เชยมั๊กมาก~

          เพื่อนๆเคยสงสัยกันหรือไม่ว่า ทำไมตัวละครแต่ละตัวที่คุมแข่ง ATC จึงใส่ชุดแปลกๆกัน... ไม่ต้อง"งง"หรอกค่ะ เพราะ แต่ละคนไม่ได้เมาใส่ชุดอะไรก็ไม่รู้มาคุมแข่ง แต่เป็นเพราะพวกเค้ามาในชุดประจำภาคนั่นเอง แต่ชุดแบบไหนใส่แบบใด ไปดูประวัติความเป็นมาลยดีกว่าค่า~

ภาคกลางและภาคตะวันออก

  

   

          ชุดไทย ร.5 - ตัวเสื้อเป็นผ้าลูกไม้เนื้อนุ่ม เอวใส่ลาสติกระบายสวยงามทั้งรอบคอและปลายแขนเสื้อ แขนตุ๊กตาติดกระดุมด้านหลังสวมใส่สบาย โจรกระเบนผ้าตราดลายไทยสอดดิ้น
          เด็กหญิงในสมัยนี้ นุ่งโจงกระเบนเช่นเดียวกับผู้ใหญ่ ไม่สวมเสื้อเวลาออกงานจึงสวมเสื้อคอติดลูกไม้ที่เรียกว่า เสื้อคอกระเช้า เวลาแต่งตัวเต็มที่นุ่งโจงกระเบน สวมเสื้อแขนยาวคอปิดแต่งด้วยผ้าลูกไม้งดงาม สวมถุงเท้า รองเท้า เจ้านายที่ทรงพระเยาว์ ทรงฉลองพระองค์แขนยาว พองและทรงเครื่องประดับมาก ยังคงนิยมไว้ผมจุก เมื่อตัดจุกแล้วจึงเริ่มไว้ผมยาว ได้กล่าวไว้แล้ว พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวไม่มีพระราชประสงค์จะให้ชาวต่าง ประเทศดูหมิ่นเหยียดหยามคนไทยว่าแต่งกายเหมือนคนป่า จึงทรงกวดขันเรื่องนี้มากถึงกับโปรดให้ออกประกาศ 2 ฉบับ ใชับังคับราษฎร ฉบับแรกคือ
          ประกาศห้ามคนแต่งตัวไม่สมควร มิให้ไปมาในพระราชฐานที่เสด็จออก โดยห้ามผู้ใหญ่ทั้งชายหญิงสวมแต่เสื้อชั้นในหรือไม่สวมเสื้อเลย หรือนุ่งกางเกงขาสั้นเหนือเข่า หรือนุ่งผ้าหยักรั้งไม่ปิดเข่าหรือนุ่งโสร่ง หรือสวมรองเท้าไม่มีถุงเท้า ไม่ว่ารองเท้าชนิดใด ๆ หรือสวมรองเท้าสลิปเปอร์ ตลอดจนเด็กที่เปลือยกายเข้ามาในบริเวณพระราชวังชั้นนอกด้านหน้ากับบริเวณวัดพระศรีรัตนศาสดาราม ยกเว้นคนทำงานขนของก่อสร้าง กวาดล้าง ถ้าผู้ใดฝ่าฝืนหรือพาเด็กหรือปล่อยเด็กที่แต่งกายไม่สมควรดังกล่าวล่วงเข้ามาในเขตที่กำหนดไว้ให้นายประตูขับไล่ห้ามปราม ถ้าไม่ฟังให้จับส่งศาลกระทรวงวังตัดสินโทษ ปรับไม่เกินคราวละ 20 บาท หรือขังไว้ใช้การไม่เกินคราวละ 15 วัน หรือทั้งปรับทั้งขังตามควรแก่โทษ ถ้าผู้ทำผิดเป็นเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปีลงไป บิดามารดาหรือมูลนายหรือผู้เลี้ยงดูเด็กนั้น จะต้องรับโทษแทนทุกประการ ประกาศเมื่อวันที่ 20 มกราคม ร.ศ.117 (พ.ศ.2441) ให้ใช้บังคับตั้งแต่ 1 กุมภาพันธ์ ร.ศ.117 เป็นต้นไป

          ชุดราชปแตน - เป็นชุดไทยสำหรับท่านชายแบบทางการใช้ได้กับการใส่เพื่อเข้าร่วมงานพิธีแบบไทย หรือเป็นชุดสำหรับเจ้าบ่าว ในพิธีหมั้นหรือพิธีมงคลสมรส ชุดนี้โดยปกติจะใส่กับโจงกระเบนมีให้เลือก 8 สีด้วยกันตัดเป็นสำเร็จรูปขอบยางยืด
          เครื่องแต่งกายของชายไทยในสมัยต้นรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวนี้ได้ปรับปรุงตามแบบประเพณีนิยมสากลของชาวตะวันตกเป็นครั้งแรก แต่หลังจากเสด็จประพาสอินเดีย-พม่า ในปี พ.ศ.2414 แล้ว มีพระราชดำริว่า การสวมเสื้อนอกแบบฝรั่งซึ่งต้องมีเสื้อเชิ้ต สวมข้างในแล้วยัง มีผ้าผูกคออีกด้วยนั้น ไม่เหมาะสมกับอากาศร้อนของเมืองไทย จึงโปรดให้ดัดแปลงเป็นเสื้อนอกสีขาวคอปิดติดกระดุมตลอดอก 5 เม็ด เรียกว่า “เสื้อราชแปตแตนท์ (RajPattern) ซึ่งต่อมาเรียกเพี้ยนไปเป็น “เสื้อราชปะแตน” ซึ่งแปลว่า “แบบหลวง” แต่ยังคงนุ่งผ้าม่วงสีกรมท่าเหมือนเดิม ในสมัยนี้ นิยมสวมหมวกแบบยุโรปหรือหมวกหางนกยูง ถือไม้เท้า ซึ่งมักจะใช้คล้องแขนจึงเรียกว่า “ไม้ถือ” ต่อมาในปี พ.ศ. 2439 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดให้ทหารนุ่งกางเกงขายาวแทนผ้าม่วงโจงกระเบนสีกรมท่า เป็นผลให้ประชาชนเริ่มนิยมนุ่งกางเกงขายาวและสวมหมวกกะโล่กันขึ้นบ้างในตอนปลายรัชกาล 
           การแต่งกายของชายทั่วไป ยังคงนิยมแต่งกายตามสบายเช่นเดียวกับสมัยรัชกาลก่อน ๆ คือ นุ่งผ้าลอยชาย มีผ้าขาวม้าหรือผ้าอะไรก็ได้แต่ะบ่าคลุมไหลหรือคาดพุง ซึ่งคงจะเป็นประเพณีการแต่งกายของคนไทยตามปกติมาแต่โบราณและคาดพุง ไม่นิยมใช้ผ้าแตะบ่า การนุ่งลอยชาย คือ การเอาผ้าทั้งผืนนั้นมาโอบหลังกะให้ชายผ้าข้างหน้าเท่ากัน แล้วขมวดชายพก ค่อนข้างใหญ่เหน็บแน่นติดตัว แล้วทิ้งชายห้อยลงไปข้างหน้า การนุ่งผ้าลอยชายนี้ บางคนชอบนุ่งใต้สะดือ ชายพกที่ค่อนข้างใหญ่นี้เพื่อเก็บกล่องหรือหีบบุหรี่ที่ตนชอบ ส่วนผ้าคาดพุงไม่ว่าจะเป็นผ้าขาวม้าหรือผ้าส่านหรือผ้าอะไรผูกเป็นโบเงื่อนกระทก ไว้ข้างหน้า ทิ้งชายผ้าลงมาเล็กน้อย

ภาคเหนือ

  

  

ระบำม้ง
            ชนเผ่าม้ง  เป็นชนกลุ่มน้อยที่อาศัยตามแนวเทือกเขาเพชรบูรณ์  โดยเฉพาะหมู่บ้านเข็กน้อย  อำเภอเขาค้อ มีประชากรมากที่สุด  ที่เหลือจะอยู่ในหมู่บ้านต่างๆในเขตอำเภอเขาค้อ และหมู่บ้านทักเบิก หมู่บ้านดอยน้ำเพียงดิน ตำบลวังบาล  อำเภอหล่มเก่า โดยมีวัฒนธรรมและภาษาเป็นของตนเองที่สืบทอดมาจากบรรพบุรุษในอดีต จังหวัดเพชรบูรณ์มีชาวเขาหลายเผ่าอาศัยกระจัดกระจายอยู่ทั่วไป เช่น เผ่าเย้า  เผ่าลีซอ มูเซอ และเผ่าม้ง   โดยชาวเขาเผ่าม้งเป็นชาวไทยภูเขาเผ่าหนึ่ง  ที่มีจำนวนประชากรมากกว่าชาวเขาเผ่าอื่นๆ  
            แต่เนื่องจากชาวเขาเผ่าม้ง ได้อพยพมาอยู่ในประเทศไทยเป็นเวลายาวนานและได้รับอิทธิพลจากสังคมเมือง จึงทำให้วัฒนธรรมและเอกลักษณ์ดั้งเดิมเปลี่ยนไป
            เพื่อเป็นการอนุรักษ์วัฒนธรรมดั้งเดิมอันดีงามของชนเผ่าม้งนี้ไว้  ภาควิชานาฏศิลป์   วิทยาลัยครูเพชรบูรณ์ โดยนักศึกษาวิชาเอกนาฏศิลป์รุ่นที่2 ร่วมกับคณาจารย์ภาควิชานาฏศิลป์ ได้คิดประดิษฐ์ท่าระบำม้ง  ประกอบกับดนตรีที่เลียนแบบเสียงและทำนองมาจากเครื่องดนตรีของชนเผ่าม้ง  ท่ารำจะแสดงให้เห็นถึงความรื่นเริงสนุกสนานหญิงสาวและชายหนุ่มเผ่าม้ง ที่ออกมาเต้นประกอบกับทำนองเพลงอันไพเราะ  ประดิษฐ์ทำนองเพลง โดยอาจารย์ช่วงวิทย์  เทียนศรี  อาจารย์ภาควิชาดนตรี  วิทยาลัยครูเพชรบูรณ์
              ในเทศกาลวันขึ้นปีใหม่ของชนเผ่าม้ง ซึ่งจะจัดขึ้นระหว่าง ขึ้น 1 ค่ำ – 3 ค่ำ เดือน 12 หรือราวกลางเดือนธันวาคมของทุกปี ชนเผ่าม้งที่อยู่ในจังหวัดต่าง ๆ และที่ไปอยู่ต่างประเทศ จะถือโอกาสเป็นวันพิเศษนำลูกหลานมาไหว้บรรพบุรุษและพบปะญาติ ๆ ของตน
             การแสดงชุด ระบำม้ง ได้นำไปเผยแพร่ ในงานมหกรรมพื้นบ้านโลกในหลายประเทศ อาทิเช่น เกาหลีใต้  ตุรกี  โปแลนด์  โครเอเชีย และในอีกหลายประเทศ โดยได้รับคำชมจากประเทศบรรดาสมาชิกสมาพันธ์พื้นบ้านโลก ว่าเป็นชุดการแสดงที่สนุกสนานน่ารักอีกชุดหนึ่ง

ภาคใต้

  

  


รองเง็ง
          เป็นศิลปะเต้นรำพื้นเมืองของไทยมุสลิม มีความสวยงามทั้งลีลาการเคลื่อนไหวของ เท้ามือ ลำตัว และการแต่งกายคู่ชายหญิง กล่าวกันว่าการเต้นรองเง็ง สมัยโบราณเป็นที่นิยมกันในบ้านขุนนางหรือเจ้าเมืองในสี่จังหวัดชายแดนภาคใต้ เช่นที่บ้านรายายะหริ่ง หรือพระยาพิพิธเสนามาตย์ เจ้าเมืองยะหริ่งสมัยก่อนการ เปลี่ยนแปลงการปกครอง (พ.ศ. 2439 - 2449) มีหญิงซึ่งเป็นข้าทาสบริวารฝึกรองเง็ง เพื่อไว้ต้อนรับแขกเหรื่อในงานรื่นเริงหรืองานพิธีต่าง ๆ เป็นประจำ
          ความจริงการเต้นรองเง็งของไทยมุสลิม เป็นการเต้นที่สุภาพ ถือไม่มีการถูกเนื้อต้องตัวกัน ผู้ชายสมัครเต้นมีสิทธิ์โค้งผู้หญิงได้ทุกคน การเต้นแต่ละเพลงมีลีลา ไม่เหมือนกัน เพลงหนึ่งก็เต้นไปอย่างหนึ่ง ฉะนั้นผู้เต้นรองเง็งต้องฟังเพลงได้ด้วยว่า เพลงนั้นจังหวะเต้นอย่างไร ฝ่ายชาวบ้านบางคนแม้จะไม่สัดทัดก็สามารถออกไป เต้นได้ เพราะไม่ต้องพาคู่เต้นแบบลีลาศ ต่างคนต่างเต้นไปตามจังหวะ ไม่ต้องกลัวเหยียบเท้ากัน

          ผู้เต้นรองเง็งส่วนใหญ่แต่งกายแบบพื้นเมือง ผู้ชายสวมหมวกไม่มีปีกหรือที่เรียกว่า หมวกแขกสีดำ บางทีศรีษะสวมซะตางันหรือโพกผ้าแบบ เจ้าบ้านมุสลิม ถัด มานุ่งกางเกงขายาวขากว้างคล้ายกางเกงจีน สวมเสื้อคอกลมแขนยาวผ่าครึ่งอก สีเดียวกับกางเกง แล้วใช้โสร่งแคบ ๆ ยาวเหนือเข่าสวมทับ กางเกง เรียกผ้าสิลินัง หรือ ผ้าซาเลนดัง มักทำด้วยผ้าซอแก๊ะ ถ้าเป็นของเจ้านายหรือผู้ดีมีเงินมักเป็นผ้าไหมยกดิ้นทองดิ้นเงิน ฐานะรองลงมาใช้ผ้าไหมเนื้อดีตาโต ๆ ถัดมาใช้ผ้าธรรมดาส่วน ผู้หญิงสวมเสื้อแขนกระบอก เรียกเสื้อบันดง ลักษณะเสื้อแบบเข้ารูปปิดสะโพกผ่าอกตลอด ติดกระดุมทองเป็นระยะ สีเสื้อสดสวยและเป็นสีเดียวกับผ้าปาเต๊ะยาวอ หรือ ผ้าซอแก๊ะ ซึ่งนุ่งกรอมเท้า นอกจากนั้นยังมีฟ้าคลุมไหล่บาง ๆ สีตัดกับเสื้อที่สวม

ภาคอีสาน

  

  


เซิ้งกระติบ
         เซิ้งกระติบข้าว เป็นการละเล่นพื้นเมืองของชาวภูไท ซึ่งเป็นชาวไทยเผ่าหนึ่งที่มีเชื้อสายสืบต่อกันมาช้านาน ในดินแดนทางภาคอีสานของไทย เช่น ในเขตจังหวัดสกลนคร และจังหวัดข้างเคียง  นิยมเล่นกันในโอกาสรื่นเริงวันนักขัตฤกษ์ต่างๆ การแสดงจะเริ่มด้วยชาวภูไทฝ่ายชายนำเอาเครื่องดนตรี และเครื่องประกอบจังหวะหลายอย่าง ได้แก่ แคน เป็นเครื่องดนตรีชนิดหนึ่งใช้ปากเป่าเป็นทำนองเพลง แก๊บ (กรับ) กลองเถิดเทิง กลองแต๊ะ โหม่ง และฉาบ มาร่วมกันบรรเลงเพลงที่มีทำนองและจังหวะรุกเร้า  ต่อจากนั้นเหล่าสตรีชาวภูไทในวัยต่างๆ ซึ่งมีกระติบข้าว แขวนสะพายอยู่ข้างตัว ออกมาเต้นเซิ้งเป็นการแสดงอากัปกิริยาของสตรีชาวภูไท ขณะเมื่อสะพายกระติบข้าวเพื่อนำอาหารไปส่งให้แก่สามี และญาติพี่น้องที่ออกไปทำงานอยู่นอกบ้าน

          เครื่องดนตรี  ที่ใช้ประกอบจังหวะ ได้แก่ กลองแต๊ะ กลองยาว แคน ฆ้องโหม่ง ฉิ่ง ฉาบ และกรับ
จังหวะ  ป๊ะ เพิ่ง ป๊ะ เพิ่ง ป๊ะ เพิ่ง เพิ่ง การแต่งกาย  แต่งกายแบบพื้นเมืองภาคอีสาน นุ่งผ้าซิ่น มีเชิงยาวคลุมเข่าเล็กน้อย สวมเสื้อแขนกระบอก คอกลมหรือคอปิด ห่มสไบทับเสื้อ ประดับด้วยเครื่องประดับต่างๆ เกล้าผมมวยสูงทัดดอกไม้ อุปกรณ์การแสดง  กระติบข้าว หรือกล่องใส่อาหารสานด้วยไม้ไผ่

          ได้ทราบประวัติความเป็นมาของชุดต่างๆแล้ว อยากจับจองไว้เป็นของตัวเองไหมล่ะ ยังไงก็อย่าลืมซื้อหาชุดประจำภาคตัวเองมาใส่นะจ๊ะ จะได้ไม่ out

ทีมงาน Audition Dance Online